ครูดนตรี อาจารย์ทั้งหลาย และเหลานักดนตรีคลาสสิกอย่าเพิ่งรีบสาปแช่งกันกับอาการเบื่อ Bach ที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เป็นนักเรียนดนตรีที่ในอดีตต้องทุกข์ทนกับวิชาวิเคราะห์ดนตรี ทฤษฎีดนตรี ที่มี Bach เป็นฐานรากสำคัญ ซึ่งในช่วงเวลานั้นต่อให้กรอกหู บอกกันมากเท่าไหร่ถ้าเด็กไม่เก็ท เพลงไม่อิน ยังไงก็ไม่เข้าหัว แต่วันนี้ที่ได้ถอยออกมาจากจุดเดิมเชื่อเหลือเกินว่าหลายคนอาจจะรู้จัก Bach อย่างเข้าใจมากขึ้นเช่นเดียวกันก็เป็นได้
เมื่อดนตรีหลักร้อยปีเป็นเสาหลักของดนตรีตะวันตก
‘ดนตรีไม่แตกต่างจากงานสถาปัตยกรรม และ Bach คือพิมพ์เขียวสำหรับโลกดนตรีตะวันตก โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิก‘
การเรียนดนตรีสมัยมหาวิทยาลัยนั้นต้องนั่งหน้าโน้ตเพลงของ Johann Sebastian Bach แล้วถามตัวเองว่า ‘ทำไม?’ ไม่ใช่คำถามเชิงปรัชญา แต่เป็นคำถามที่ออกมาจากความเบื่อหน่ายอย่างจริงจัง สาขาดนตรีคลาสสิกนั้น Bach อยู่ในทุกหลักสูตร ต่อให้จะอยากเล่น Contemporary หรือถูกใจ Impressionism ตลอดจน Twelve Tones อย่างมาก แต่ Bach ไม่ใช่สิ่งที่จะหนีได้ เพราะทั้งวิชาทฤษฎีดนตรี และการวิเคราะห์ดนตรีก็จะต้องเจอผู้เฒ่า Bach อย่างแน่นอน
และประโยคเบื่อ Bach นี้ไม่ใช่ความเห็นของนักดนตรีขี้เกียจ แต่เป็นเพราะความไม่เข้าใจ ความไม่อินกับดนตรีที่เรีนยง่าย (ในวันนั้นขอเรียกว่าจืดชืด) แน่นอนว่าวิชาประวัติศาสตร์ดนตรีทำให้เข้าใจเพลงของ Bach ผ่านบริบทของยุคสมัยได้มากขึ้น แต่ถ้าจริตมันไม่ใช่ ก็คงยากที่จะย่อยและเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เรียกได้ว่ามันเป็นปฏิกิริยาที่ซื่อสัตย์ที่สุดที่นักดนตรีตะวันตกจะมีได้ต่อดนตรีที่โครงสร้างทางดนตรีที่เข้มงวด ไม่มีสีสันจากวงออร์เคสตรา ไม่ได้ถูกมองถึง Texture ของเสียง ซึ่งอาจไม่ได้กระตุกหูคนได้ทุกคน
แล้วสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมแม้โลกจะผ่านมาเป็นร้อยปี แต่ดนตรีของ Bach ยังถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรมากมายทั่วโลก โดยเฉพาะหลักสูตรทางการแบบไทยๆ ?
I Will (Not) Be Bach
Johann Sebastian Bach เกิดปี ค.ศ. 1685 ที่เมือง Eisenach ประเทศเยอรมนี ในตระกูลที่ผลิตนักดนตรีมาหลายชั่วอายุคน เขาเสียชีวิตปี 1750 ซึ่งนักประวัติศาสตร์ดนตรีใช้ปีนั้นเป็นเส้นแบ่งระหว่างยุค Baroque และยุค Classical ราวกับว่าดนตรีตะวันตกรอให้บาคหายใจครั้งสุดท้ายก่อนแล้วจึงเปลี่ยนหน้า
ตลอดชีวิตเขาทำงานเป็นนักออร์แกนและ Kapellmeister ให้กับโบสถ์และราชสำนักในเยอรมนี เขียนเพลงตามคำสั่ง ตามพิธีกรรม ตามโอกาส Cello Suite ทั้งหกชุดที่เขาเขียนในช่วง Köthen ราว ค.ศ. 1720 แต่ละท่อนคือชื่อการเต้นรำ ได้แก่ Allemande, Courante, Sarabande, Gigue ดนตรีของเขาไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความเป็นอมตะ แต่เพื่อวันอาทิตย์หน้า เพื่องานเลี้ยงในราชสำนัก เพื่อให้คนขยับเท้า
Toccata and Fugue in D minor ที่คุ้นเคยจากหนังสยองขวัญ, Jesu, Joy of Man’s Desiring ที่ดังในงานแต่งงาน, Well-Tempered Clavier ที่นักเปียโนทุกคนต้องผ่านมัน ชิ้นงานเหล่านี้ยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งบริบทใดๆ และนั่นทำให้เขากลายเป็นรากฐานที่ถูกส่งต่อมาทุกยุคทุกสมัย
เสียงเพลงที่อยู่รอดมาได้หลักร้อยปีต้องมีดีอย่างแน่นอน! เชื่อเถอะว่าไม่มีใครปฏิเสธอิทธิพลของ Bach ต่อดนตรีตะวันตกได้ Bach สร้างดนตรีที่ทำให้คนต้องมานั่งถอดรหัส ลอกเลียนแบบภาษาของเขา กลายเป็นสำนักหนึ่ง กลายเป็นภาษาฐานรากของนักดนตรียุคใหม่โดยเฉพาะสายคลาสสิกที่คนรุ่นหลังหยิบไปใช้ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว แต่นั่นไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องรู้สึกดีกับดนตรีของเขา ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบ Bach และนั่นก็ไม่ได้ทำให้ใครเป็นนักดนตรีที่ด้อยกว่า อย่าลืมว่า ‘เสียงเพลงเกิดก่อนทฤษฎี’ เหมือนใช้ ChatGPT นั่งวิเคราะห์งาน Bach แล้วหาจุดเชื่อมโยงกันเอาเองด้วยนั่นแหละ
One Size Doesn’t Fit All แยกมาตรฐานออกจากรสนิยมให้ชัดเจน
ปัญหาไม่ใช่ตัว Bach ปัญหา แต่อาจเป็นวิธีที่ทำให้เรามองหรือปฏิสัมพันธ์กับความเป็น ‘Bach ในดนตรีคลาสสิก’ การตีความการทำความเข้าใจผ่านการสอนแบบ Stereotype สามารถเป็นปัญหาได้มากกว่าที่คิด เช่น Dm บอกว่าต้องเศร้า ถ้าคนฟังแล้วไม่เศร้าจะต้องรู้สึกยังไง? ถ้าสอบต้องตอบยังไง? เช่นเดียวกัน ในเรื่องนี้ถ้าไม่ได้เห็นดีเห็นงามหรือเข้าใจความเลิศเลอของ Counterpoint มันก็อาจกลายเป็นปัญหาในการต่อยอดหรือขยับขยายต่างๆ ได้ ในวันนี้ที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว อยากให้เข้าใจกันเสียก่อนว่า สองสิ่งนี้แยกออกจากกันได้ ทุกคนสามารถยอมรับว่า Bach เป็นรากฐานสำคัญ และในเวลาเดียวกันก็ยอมรับว่า Bach อาจจะไม่ได้สำคัญต่อดนตรีหรือความเป็นนักดนตรีของแต่ละตัวตนบุคคลก็ได้
เมื่อดนตรีของ Bach กลายเป็นภาษาฐานรากของโลกดนตรีตะวันตก
หากอยากรู้ว่า Bach สำคัญตรงไหน เจ๋งอย่างไร สิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างเป็นทางการคงหนีไม่พ้นเรื่องของ Counterpoint อย่างแน่นอน
Counterpoint อธิบายแบบง่ายๆ คือ เทคนิคการประพันธ์เพลงที่มองทั้งแนวตั้ง (Harmony) และแนวนอน (Melody) ไปพร้อมๆ กัน สร้างความกระด้างและความกลมกล่อมให้เกิดขึ้น (ศัพท์แบบว่า…) ถ้าแปลชื่อตรงๆ ห่ามๆ ก็จะแปลว่าจุดสวน เพราะว่ากฎหนึ่งที่พยายามสอนกันต่อๆ มาคือ พยายามให้แนวโน้ตเดินสวนกัน ถ้าแนวไหนเดินขึ้น อีกแนวต้องเดินลง อะไรแบบนี้เป็นต้น แล้วแต่ละแนวมีทางเดินของตัวเองในขณะที่กาเรดินเหล่านั้นก็จะมีลักษณะสอดประสานกันไปด้วย
ยกตัวอย่าง Fugue ช่วงแรกเป็น Subject หรือประโยคหลัก เสียงที่สองรับและตอบ เหมือนการพูดคุยกันที่มีการทวนประโยคแรกหรือคำสำคัญอยู่ด้วย ขณะที่เสียงแรกยังคงดำเนินต่อไปด้วยทำนองใหม่ที่เรียกว่า Countersubject เสียงที่สามเข้ามา รับ Subject ต่อ ขณะที่สองเสียงแรกยังทอตัวเองอยู่ นี่คือสิ่งที่ทำให้ Bach แตกต่าง และกลายมาเป็นบทเรียนในทุกวันนี้ เพราะ ‘Bach ทำให้โครงสร้างของดนตรีมองเห็นและจับต้องได้’
ถ้าดนตรีคือสถาปัตยกรรม ดนตรีส่วนใหญ่ที่ฟัง คือ ตึกที่เห็นแต่ผิวภายนอก Bach เปรียบเสมือนแบบพิมพ์เขียวที่แสดงให้เห็นว่าคานอยู่ที่ไหน น้ำหนักถ่ายเทอย่างไร ทำไมมันจึงยืนอยู่ได้ ความโปร่งใสของโครงสร้างนี้เองที่ทำให้ดนตรีของ Bach กลายเป็นภาษาพื้นฐานที่ Beethoven ใช้ขยาย ที่ Schoenberg ใช้รื้อ ที่ Coltrane ใช้ยืด และที่นักดนตรีทั่วโลกยังคงอ้างอิงอยู่ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
การสร้างสรรค์ของ Bach: ‘ยาขม’ และ ‘วิตามิน’ สำหรับนักดนตรีรุ่นหลัง
ถ้าบอกตรงๆ ก็ต้องยอมรับว่าฟังและเล่น Bach พอได้ แต่ถ้าให้วิเคราะห์หรือให้แต่งเพลงแบบนั้นแล้วก็ขอลาดีกว่า ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติทั่วไป ถ้าไม่ได้มองในฐานะ Classical Acdemic
หากมองย้อนกลับไปจะพบว่า Bach ทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด เครื่องดนตรีในยุค Baroque ยังไม่มีความซับซ้อนทางกลไกเหมือนปัจจุบัน Harpsichord ไม่สามารถเล่น Dynamics ได้เหมือนเปียโน ออร์แกนมีเสียงที่ตายตัวตามท่อ เชลโล่ก็ยังเป็นเชลโล่ตัวเดียวไม่มีใครมาช่วย เมื่อไม่สามารถพึ่งพาสีสันของเสียงหรือความอลังการของวง สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือโครงสร้าง ข้อจำกัดบังคับให้รีดเร้นความคิดสร้างสรรค์ไปยังเทคนิคเท่าที่ทำได้
Bach นั้นเขียน Two-Part Inventions เพื่อสอน Wilhelm Friedemann ลูกชายของตัวเองอย่างตั้งใจ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการเรียนเล่นและการแต่งเพลง แท้จริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ตำราที่เขียนในรูปของดนตรี ไม่ใช่ดนตรีที่บังเอิญสอนได้ ้เป็น ‘วิตามิน’ ส่วนแรก Bach ทิ้งระบบและโครงสร้างที่จับต้องได้ ใช้ได้จริง แน่นอนวิตามินไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น มันทีประโยชน์ และถ้ามันหายไปร่างกายก็เสียศูนย์เช่นกัน
ส่วน ‘ยาขม’ คือ การที่ผลงานอย่าง Counterpoint เป็นสิ่งที่ต้องศึกษา และเมื่อมารวมกับการสอนแบบ Stereotype หรือพยายามทำ One Size Fit All ในโลกยุคใหม่ อาจไม่ใช่กระบวนการเรียนรู้ที่ดีนัก ตัดเรื่องสนุกออกไปก่อนก็ยังได้ การถอด Counterpoint มันต้องการสมาธิ ต้องการการแยกแยะเสียงทีละเส้น ดูด้วยตาอย่างเดียวไม่ได้ หูต้องทำงานไปพร้อมๆ กัน ตนที่ทำเพราะสนุกก็มี และคนที่ต้องทำเพราะมันเป็นทางเดินที่เลี่ยงไม่ได้ก็มี
กาเรรียน เล่น และฟัง Bach ไม่ได้เป็นการฟังดนตรีเก่าคร่ำครึ แต่เป็นการสร้างความเข้าใจว่าดนตรีตะวันตกถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร และการเข้าใจโครงสร้าง หรือการรู้จักคำสำคัญบางอย่างจะทำให้ต่อยอดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประพันธ์เพลง ถ้าอยากจะทำลาย อยากขยาย หรือเลือกที่จะไม่ใช้ จะทำให้องค์ประกอบของเพลงสมบูรณ์กว่าการที่ไม่ยุ่งด้วยเพราะไม่รู้
โลกวันนี้อาจไม่ได้ต้องการ Bach คนใหม่
ดนตรีได้เดินทางไปไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปสู่โลกที่ Counterpoint คือภาษากลาง วันนี้ผู้คนอยู่ในยุคที่เสียงอิเล็กทรอนิกส์ เสียง Noise เสียง Texture มีความชอบที่แตกต่างกันออกไป การมี Bach ขึ้นมาอีกคนอาจกลายเป็นสีเดิมๆ ที่ถูกกลืนไปกับคลื่นของความหลากหลายก็เป็นได้
อย่างไรก็ตามรากฐานที่ Bach ได้สร้าง Benchmark ไว้ยังคงอยู่ ทุกสิ่งที่ตามมาไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง ไม่ว่าจะสืบทอดหรือปฏิเสธ ล้วนเป็นกิ่งก้านสาขาที่แตกออกมาทั้งนั้น แม้ว่า Bach จะไม่ใช่่่จุดเริ่มต้น แต่ Bach คือ รากฐานที่อาจไม่ได้มีไว้ให้ใจสั่นหรือหลงใหลกับทุกคน แต่เป็นสิ่งที่มีเอาไว้ค้ำยันให้ดนตรีสามารถแตกแขนงออกไปได้อย่างมั่นคงต่างหาก ถ้าจะเบื่อ Bach คงไม่ผิดนัก แต่ถ้าบอกว่า Bach ไม่จำเป็นก็ขอให้อ่านบทความนี้ใหม่สักสองรอบน่าจะดีขึ้น
ที่มา:
Grove Music Online — “Johann Sebastian Bach”
Richard Taruskin, The Oxford History of Western Music, Vol. 2 (Oxford University Press, 2005)
Johann Sebastian Bach, คำนำใน Inventions and Sinfonias (BWV 772–801), ค.ศ. 1723
Laurence Dreyfus, Bach and the Patterns of Invention (Harvard University Press, 1996)
Bach การเรียนดนตรี ดนตรีคลาสสิก
Last modified: July 2, 2026

